facebook

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิธีการทำกล้วยตาก




วิธีการทำกล้วยตาก
วิธีทำกล้วยตาก
ส่วนผสม

    1.กล้วยน้ำว้าสุก           3  หวี
    2.เกลือป่น                  2  ช้อนโต๊ะ
    3.น้ำ                         10  ถ้วย


วิธีทำ

1. ตัดกล้วยออกจากหวีเป็นลูก ตัดหัวตัดท้าย ปอกเปลือกล้วย ดึงเสันใยที่ลูกออก วางเรียงบนตะแกรง ตากแดดประมาณ 6-7 วัน

2. เมื่อตากกล้วยจนครบ 5 วันแล้ว ทำน้ำเกลือ โดยใส่เกลือกับน้ำลงในหม้อเคลือบ ตั้งไฟกลางให้เดือด และเกลือละลาย ยกลง ทิ้งไว้ให้อุ่น

3. นำกล้วยที่ตากมาคลึงให้แบน โดยวางกล้วยบนใบตองแล้ววางใบตองทับข้างบน ใช้มีัดกดเบา ๆ คลึงด้วยขวด จนกล้วยแบน ทำจนหมด แล้วล้างกล้วยด้วยน้ำเกลือที่ต้ม เรียงบนตะแกรง นำไปตากแดดอีกครั้งจนครบ 7 วัน หมั่นคอยกลับให้กล้วยแห้งทั้ง 2 ด้าน

4. เรียงกล้วยที่ตากลงในภาชนะที่มีฝาปิด ค้างไว้ 1 คืน กล้วยจะมีน้ำตาลซึมออกมา ทำให้กล้วยเป็นเงางามไม่แห้ง


***หมายเหตุ***

  การตากกล้วย  ถ้ายังไม่แห้งให้เก็บใส่ถุงพลาสติก  ปิดปากถุงให้แน่นเพื่อไม่ให้กล้วยดำ
และเพื่อไม่ให้แมลงตอม  พอวันรุ่งขึ้น


URL:http://www.sonthayaonline.com/forums/viewthread.php?tid=3880



               
กล้วยตาก
โดย Vanilla~Caramel
   
   
การถนอมอาหาร หรือผลไม้อีกอย่างที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์มาก ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ การตากนั้นเองค่ะ วันนี้เอาวิธีทำกล้วยตากมาฝาก เก็บไว้กินได้นาน ยังสามารถใช้เป็นอาหารที่เก็บไว้รับประทานได้นาน ยามช่วงวิกฤตการณ์น้ำท่วมนี้ได้อีกเช่นกัน แต่คงต้องทำกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะ เพราะต้องใช้เวลาในการตาก แต่รับรองว่าแดดแรงๆ แบบช่วงนี้คงใช้เวลาไม่นานค่ะ
ความยากง่าย:ง่าย
ระดับความยากง่าย: ง่าย
Cook Time
เวลา: 83 ชั่วโมง   20 นาที
สัญชาติอาหาร:ไทย
ประเภทสัญชาติ:อาหารหวาน
วัตถุดิบหลัก:ผลไม้ | กล้วย
วิธีปรุง:อื่นๆ
เข้าชม:14111
วัตถุดิบและสัดส่วน:
1.กล้วยน้ำว้า 1 – 2 หวี
2.น้ำเปล่าประมาณ5 ถ้วย
3.เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
ขั้นตอนการปรุง:
1.กล้วยน้ำว้า เลือกที่งอมๆหน่อยนะค่ะ ปอกเปลือกออก อาจตัดหัวท้ายออกสักหน่อย
2.นำกล้วยมาเรียงตากแดด หั่นกลับด้าน โดยตากช่วงที่มีแดด พอแดดเริ่มหมดเราก็เก็บใส่ถุงหรือภาชนะทำอย่างนี้ประมาณ 3 วัน
3. ตั้งน้ำแล้วใส่เกลือลงไป คนให้เกลือละลายดี ยกลง รอจนน้ำเกลือที่ได้เย็นสนิท ระหหว่างนั้นเราก็นำกล้วยมาคลึงให้แบน ถ้าตามวิธีโบราณเค้าจะรองด้วยใบตอง แล้วค่อยๆ กดให้แบน แต่เพื่อความสะดวกเราก็ใช้ถุงแกงก้ได้ค่ะ แล้วใช้ขวดค่อยๆ กด
4.นำกล้วยล้างด้วยน้ำเกลือหรืออาจแช่ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำกล้วยมาเรียงบนตะแกรงตากแดดอีกครั้ง หมั่นกลับด้านเช่นเดิม ให้กล้วยแห้งทั้งสองด้าน
5.นำกล้วยตากที่ได้มาเรียงใส่ภาชนะ ที่มีฝาปิดมิดชิด สามารถเก็บไว้กินได้งานค่ะ
เคล็ดลับ:
นอกจากการตาก หรือกล้วยตากของเราจะเป็นการยืดอายุในการเก็บรักษากล้วยน้ำว้าให้สามารถเก็บไว้กินได้นานขึ้นแล้ว ประโยชน์และคุณค่าสารอาหารที่มีในกล้วยนั้นก็ยังคงอยู่ เป็นของหวานในยามขาดแคลนได้ดีนะค่ะ
                                                                          













                                     





กล้วยตากบางกระทุ่มขึ้นชื่อมากเป็นของฝากชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลก แหล่งผลิตใหญ่มาจากอ.บางกระทุ่ม ทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ แต่วันนี้ banana-society แบรนด์สินค้ากล้วยตากของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากบุปผา เป็นผู้บุกเบิก พลิกโฉมการผลิตและจำหน่ายกล้วยตากเมืองสองแคว ทั้งคุณภาพการผลิตที่สะอาดถูกหลักมาตรฐาน แพ็คเกจจิ้งดูสะดุดตา และยังไม่หยุดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่องน้ำเชื่อมกล้วยตาก สบู่กล้วยตาก

นายวุฒิชัย  ชะนะมา อายุ 37 ปี กรรมการและผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากบุปผา เล่าที่มาที่ไปกว่าจะเป็นแนวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กล้วยตากของเมืองสองแคว ว่า กล้วยตากบางกระทุ่ม เป็นสินค้าของฝากที่ขึ้นชื่อมานานของจังหวัดพิษณุโลก แหล่งผลิตใหญ่ ๆ ล้วนมาจากอำเภอบางกระทุ่ม และเมื่อสืบย้อนไปรุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่นพ่อ รุ่นแม่ กระทั่งรุ่นตน ต่างก็รู้จักการผลิตกล้วยตากที่มาแล้วทั้งนั้น

เฉพาะครอบครัวของตนรุ่นคุณแม่บุญเตือน  ชะนะมา ก็ผลิตกล้วยตากเป็นธุรกิจครอบครัวมานานแล้ว ผลิตกล้วยตากแพ็คถุงขายในชื่อกล้วยตากป้าเตือน แต่การผลิตก็ยังคงใช้วิธีการเดิม ๆ คือ นำกล้วยมาจากผึ่งแดดผึ่งลมโดยตรง ริมถนนในหมู่บ้าน ที่ผ่านมา ผู้ที่เคยลิ้มลองกล้วยตากจากบางกระทุ่มต่างชื่นชอบในรสชาติที่หอนหวาน อร่อย แต่หากใครผ่านมาเห็นถึงแหล่งผลิต ก็อาจจะไม่ชอบกับวิธีการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

และตนเองก็คลุกคลีกับธุรกิจการผลิตกล้วยตากของครอบครัวมานาน ตนจบชั้นม.3 โรงเรียนบางกระทุ่มพิทยาคม จากนั้นก็มาช่วยครอบครัวทำกล้วยตากขาย วันหนึ่งมีแนวคิดว่า การผลิตกล้วยตากแบบเดิม ๆ ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็ไม่แตกต่างกัน และไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มไปได้มากกว่านี้ หนำซ้ำลองคิดดู กล้วยตาก ที่มีกรรมวิธีการผลิตที่มากกว่ากล้วยปิ้งที่ขายทั่วไป แต่กล้วยตากกับจำหน่ายได้ในราคาที่ถูกกว่าด้วยซ้ำ กล้วยปิ้งขายสองลูกห้าบาท หรือ ลูกละ 5 บาท แต่กล้วยตากก็ยังแพ็คเป็นถุงขายชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เห็นการใช้โครงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ในการอบอาหาร จึงคิดว่า ต้องยกระดับการผลิตกล้วยตากให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานสากล แต่ครอบครัวตนก็ยังขาดเงินทุน ช่วงนั้นปี 2548 ได้รับความช่วยเหลือจาก รศ.ดร.เสริม  จันทร์ฉาย ภาควิชาฟิสิกซ์คณะวิทยาศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และกรมพลังงาน มาสร้างเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบกรีนเฮ้าส์ ( พาราโบลาร์โดม ) ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 20 เมตร การทำแห้ง 160 ตารางเมตร สามารถอบกล้วยตากได้ครั้งละประมาณ 1,400 หวี ซึ่งขณะนั้น ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนทุนสร้าง 70 % จากราคาค่าก่อสร้างโดมละ 800,000 บาท และทำเริ่มต้นมา 2 โดม

เมื่อได้ห้องครัวที่สามารถทำอาหารให้สะอาดแล้ว ยังต้องพัฒนาการผลิตกล้วยตากให้ได้ถูกสุขลักษณะ นอกจากการอบแห้งที่ดีแล้ว ยังต้องควบคุมการผลิตตั้งแต่ การรับวัตถุดิบ การบ่ม การตัดแต่ง การอบแห้ง รวมถึงการขนส่งเพื่อขายผู้บริโภค ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) จนได้ผ่านการรับรอง มาตรฐานระบบสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร ( GMP ) ในปี2551 เพื่อให้เกิดกล้วยตากที่มีกำลังผลิตสูง

อย่างไรก็ตาม ระยะเริ่มต้นการผลิต ยังมีกล้วยตากที่ตกเกรด มีขนาดเล็กเกินไป ผิวสีไม่สม่ำเสมอ มีตำหนิต่าง ๆ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากบุปผา จึงต้องหาทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการสร้างแบรนด์สินค้า บานานาโซไซตี้ banana society ขึ้นมา พร้อมพัฒนาแพ็คเกจจิ้งให้หลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ดูดีทันสมัย และได้รับการตอบรับจากตลาดมากพอสมควร

สำหรับสินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่าย ปัจจุบันมีหลายรูปแบบ อาทิ ผลิตภัณฑ์กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งแบบกล่อง และแบบแพ็คเป็นซอง ซึ่งได้พัฒนาเคลือบรสช็อคโกแลตด้วย นอกจากนี้ ยังผลิตน้ำเชื่อมกล้วยตาก หรือผลิตภัณฑ์ไซรับกล้วยตาก ขณะนี้กำลังผลิตสบู่จากน้ำเชื่อมกล้วยตาก และอนาคตจะพัฒนาน้ำส้มสายชูกลั่นจากกล้วยตาก ซึ่งล้วนผลิตและพัฒนาในโรงงานเนื้อที่ 5 ไร่แห่งนี้

ส่วนยอดและช่องทางการจำหน่ายนั้น วุฒิชัย เผยว่า บานานา โซไซตี้ มียอดการผลิตและจำหน่ายเติบโตต่อเนื่องทุกปี การขาย 70 % เป็นตลาดในประเทศ ที่มีช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด และยอดการส่งออก 30 %

วุฒิชัย เผยต่อว่า บานานาโซไซตี้ นับเป็นผู้พลิกโฉมการผลิตกล้วยตากเมืองพิษณุโลก ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดและแพคเกจจิ้งที่สวยงาม แต่ปัจจุบันก็มีผู้ผลิตรายอื่น ๆ หลายรายได้เริ่มพัฒนาการผลิตขึ้นมาเช่นกัน ปัญหาที่พบในขณะนี้คือ แหล่งปลูกกล้วยน้ำว้า กำลังถูกทดแทนด้วยพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว อาทิ ไร่อ้อย ทำให้มันนี้ ในอำเภอบางกระทุ่มรวมถึงโรงงานกล้วยตากบุปผา ต้องสั่งกล้วยน้ำว้าจากทั่วภาคเหนือ ทังเชียงราย นครสวรรค์ กำแพงเพชร เลย อุตรดิตถ์ ที่แม้ว่าพื้นที่เหล่านั้นจะสามารถปลูกกล้วยน้ำว้าได้คุณภาพดี แต่หากถึงกระบวนการแปรรูปเป็นกล้วยตากแล้ว ชาวอำเภอบางกระทุ่มเสมือนอยู่ในสายเลือดที่ถ่ายทอดกันมาหลายรุ่น รสชาติกล้วยตากบางกระทุ่ม จึงเป็นเอกลักษณณ์และขึ้นชื่อในความอร่อ

กล้วยกรอบ




สวนผสม      

1.  กล้วยน้ำว้าดิบ           2   ก.ก.

                        2.  น้ำตาลทราย             1  ถ้วยตวง

                        3.  พริกไทยป่น               2  ช้อนโต๊ะ

                        4.  น้ำมันพืช                  2  ช้อนโต๊ะ

                        5.  เกลือ                        1  ช้อนโต๊ะ

                        6.  ต้นหอมหั่น                ¼   ถ้วยตวง

                        7.  น้ำมันพืชสำหรับทอด

                        8.  น้ำเปล่า  ½   ถ้วยตวง
วิธีทำ         

1.      นำกล้วยน้ำว้าดิบมาปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดสงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ

2.      ฝานบางๆตามความยาวของลูกแล้วม้วนให้เป็นหลอดกลม นำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจนเหลืองกรอบ แล้วพักไว้

กระเจี๊ยบกรอบ



ฝักอ่อนของกระเจี๊ยบหลายๆคน จะเอามาลวกกินกับน้ำพริก เน๊าะจ้า แต่กะลวกแล้วเหมือกเหนียวๆกะัยังมีอยู่ เฮ็ดให้บ่น่ากิน บางคนกะบ่มักกินไปเลย นู๋น้อยกะหนึ่งในคนที่บ่มักกินกระเจี๊ยบอ่อนเพราะยางเหนียวๆนี้ละ ฝืนกินหลายเทื่อละ บ่ประสบผลสำเร็จ ฮ้าๆๆ

มีไผ๋ฮู้บ่ว่า ผลหรือฝักกระเจี๊ยบ 1 ผล/ฝัก มีคุณค่าทางอาหารหลายปานได๋ ??บ่ฮู้แม่นบ่ นั่งลงซั่นเดียวนู๋น้อยสะเว้าสู่ฟัง จ้า

คุณค่าทางอาหารกะคือ มีสารฟอสฟอรัส แคลเซียม ซึ่งดีต่อกะดูก แล้วกะยังมีธาตุเหล็ก บำรุงเลือด วิตามินซี เฮ็ดให้ภูมิต้านทานคนสูง สะได้บ่เป็นหวัดง่ายๆ

ประโยชน์ ยังมีอีกจ้า เป็นยาระบาย ส่อยขับพยาธิตัวจิ้ด รักษาความดันเลือด บำรุงสมอง และยางเหนียวๆเจ้าปัญหากะยังส่อยเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร อีกละ

ประโยชน์หลายแบบนี้ละจ้า เป็นเหตุผลที่นู๋น้อยพยายามกิน แต่บ่สำเร็จจักเทื่อ แต่มีมื้อหนึ่ง นั่งอ่านหนังสือหรือตำราอาหาร อยู่บ้านไปอ่านพ้อวิธีแก้ยางเหนียวๆของกระเจี๊ยบนี้ละ เห็นว่าใช้ได้ผล กะเลยเอามาบอกต่อ จ้า

1 ล้างกระเจี๊ยบให้สะอาด แล้วหั่นตามขวาง แลวแชทิ้งไว้ในน้ำปูนใส แล้วจั่งเอามาลวก แล้วจั่งเอาไปปรุงเป็นอย่างอื่นได้อีก หรืออั่นนี้ยากไปเพราะบ่มีปูนขาว หรือ โซเดียมไบคา์บอนเนต เพราะบ่ได้เคี้ยวหมาก ฮ้าๆๆ เอาอีกสูตรกะได้

2 ลวกก่อนเอาไปปรุง แนวอื่นอย่างเช่นอาหารจานผัดบางคนมักกินผัดๆทอดๆ หรือคนมักซดน้ำแกง กะเอาไปแกงเลียงรวมกับผักอื่นๆ หรือแกงส้มกะเข้าท่า คือกัน ละ หรืออีกวิธี

3 ได๋ๆกะลวกให้แล้ว เอาแป้งโกกิมาเทลงฉามอ่างน้อยๆใส่น้ำเย็นลงไป คนจนแป้งละลายเข้ากับกับน้ำ แล้วกะตั้งกะทะใส่น้ำมันปาร์มลงไปเคิ่งกะทะ (น้ำมันปาร์ม สำหรับงานทอดเพราะจะเฮ้ดให้กรอบและเหลืองสวยงามน่ากิน แต่น้ำมันถั่วเหลืองสำหรับงานผัด เพราะไขมันน้อย แต่้ำมันมะกอกอย่าใช่เด้อ จ้า มันแพง) พอน้ำมันเดือน กะเอากระเจี๊ยบที่ลวกแล้ว มาทาแป้งก่อน แล้วกะโยงน้องกระเจี๊ยบลงอาบน้ำ พอกรอบเหลือง กะตักขึ้นพักไว้ เสร็จแล้ว จะเอาไปจัดใส่จานจิ้มกับน้ำพริกหรือกินกับป่นปลาทูกะแซบ มิิใช่น้อยพะนะ หรือ จัดใส่จานรวมกับผักอื่นๆ ปรุงน้ำยำรสแซบ เอาลงคลุกๆใส่กัน ตักเข้าปากซิมเบิ่งแซบ กะโอเคแล้วจ้า หรือ จะกินแบบชีวจิตก็ได้ ด้วยการนำไปทำสลัดนั้นเอง ตบท้ายด้วย นี้เลย ควรดื่มน้ำตามเยอะๆ ผิวจะได้สวย พะนะ อั่นๆๆ ข้อ 3 นี้ คึดเองเด้อจ้า ทดลองมาแล้วผ่าน กินเบิ้ดจานเลยบาดนี้


บ่หวงสูตรเด้อ้า เอาไปเฮ็ดล้อเด็กน้อยได้เลย แจ่มๆๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันนี้มาทำขนมไทย ๆ กันบ้างนะคะ ขนมกรอบเค็มสูตรอร่อย ๆ จากคุณเนินน้ำ(บล็อคแก็งค์)




ส่วนผสมแป้ง
แป้งเอนกประสงค์ 250 กรัม , หัวกะทิ 70-80 กรัม
ไข่ไก่ฟองเล็ก 1 ฟอง , น้ำปูนใส 2 ช้อนชา
น้ำมัน 1+1/2 ช้อนโต๊ะ , เกลือ 1/4 ช้อนชา

ส่วนผสมน้ำตาลเคลือบ
น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม , รากผักชีโขลก 3-5 ราก
พริกไทยเม็ดโขลก 3-4 ช้อนชา , น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ
แบะแซ 30 กรัม , น้ำปลา 1+1/2 - 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ร่อนแป้งเตรียมไว้

2. ตีไข่ให้ขึ้นฟูโดยใช้ส้อมเพื่อให้ไข่แดงและไข่ขาวกระจายตัวเข้ากันดี เติมเกลือ น้ำมันพืช หัวกะทิ น้ำปูนใส คนให้เข้ากัน

3. ใส่ส่วนผสมไข่ลงในแป้งที่เตรียมไว้ นวดให้เข้ากัน
    4. ไม่ต้องพักแป้ง นำมารีดเป็นแผ่นบาง ๆ ย้ำว่าบางมาก ๆ นะคะ เวลาทอดจะได้กรอบและสีสวย ตัดเป็นชิ้นขนาดตามต้องการ  ถ้าทำปริมาณมากอาจจะวางในถาดที่โรยแป้งมันไว้ก้นถาด เพื่อรอทอดพร้อมกันก็ได้

5. ลงทอดในกะทะน้ำมันร้อน ไฟไม่ต้องแรง เวลาทอดแป้งจะพอง  แต่ถ้าน้ำมันไม่ร้อนแป้งจะด้าน ทอดจนแป้งสุกเหลืองตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมันเช็คว่าแป้งสุกดีหรือยัง
โดยหักแป้งจะเป็นเหลืองทั้งด้านนอกและใน
    6. ผสมน้ำ น้ำตาล น้ำปลา แบะแซ รากผักชี พริกไทย รวมกันในกระทะ เคี่ยวไฟไม่ต้องแรง และไม่ต้องคนน้ำตาลบ่อยเพื่อไม่ให้ตกผลึก เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จะสังเกตว่าฟองเดือดจะละเอียด และน้ำตาลจะใสขึ้น

7. ใส่แป้งที่ทอดไว้ลงคลุกในน้ำตาลให้ทั่ว (ยังเปิดไฟอ่อน ๆ )  ให้น้ำตาลค่อย ๆ แห้ง คลุกเบา ๆ มือนะคะเดี๋ยวแผ่นแป้งจะแตกค่ะ
    8. ปิดไฟเทใส่ถาดทิ้งไว้ให้เย็น ขนมจะกรอบและขึ้นเงาสวย ไม่เป็นเกร็ดน้ำตาล ใส่ภาชนะเก็บไว้ทานได้หลายวัน หนึ่งสูตรใช้แป้งนิดเดียวทำได้สองกล่องใหญ่ ๆ เลยค่ะ
    แป้งบางกรอบอร่อย   เคี้ยวเพลิน ๆ ค่ะหอมพริกไทย ไม่เค็มมาก

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ท้อดอง




การดองผลไม้
         
เป็นวิธีการถนอมอาหารที่ใช้ กันมานาน เพื่อชะลอการเน่าเสียของผลไม้ และเป็นการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้หลายเดือนโดยไม่ต้องอาศัยห้อง เย็น จึงลงทุนน้อย ใช้เครื่องจักรน้อยและไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต กระบวนการดองเริ่มมีขึ้นจากความต้องการยืดอายุการเก็บอาหารเพื่อใช้ใน ระหว่างที่ไม่ใช่ฤดูกาลของผลิตผลนั้นๆ หรือเพื่อไว้บริโภคในระหว่างเดินทางไกล โดยเฉพาะการเดินเรือ นอกจากเหตุผลในการยืดอายุแล้วการดองยังทำให้เกิดลักษณะ เฉพาะในด้านกลิ่นรสที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอีกด้วย เชื่อกันว่าแตงกวาเป็นผลิตภัณฑ์ ผลไม้ดองชนิดแรกที่ได้มีการผลิตขึ้นเมื่อ 4,500 ปีก่อนในเมโสโปเตเมีย โดยคลีโอพัตรา เชื่อว่าการบริโภคแตงกวาดองจะทำให้สวย ในสงครามกองทัพจูเลียส ซีซาร์ และนโปเลียน ใช้แตงกวาดองเป็นอาหารของกองทัพ ปัจจุบันการบริโภคผลไม้ดองยังคงเป็นที่นิยม ในประเทศสหรัฐอเมริกาผลไม้ดองที่มียอดจำหน่ายสูงสุดได้แก่ แตงกวาดอง ในอังกฤษจะนิยมใช้หัวหอมดองในอาหารและหัวบีทดองปรุงรสเป็นเครื่องเคียง สำหรับประเทศจีนมีผลิตภัณฑ์ผลไม้ดองมากมาย อาทิ radish กะหล่ำปลี พริก แตงกวา ฯลฯ ไต้หวันนิยมท้อดอง แตงกวาดอง กะหล่ำปลีดอง และ radish ดอง ญี่ปุ่นนิยม daikon, ท้อ, turnip และผักกาดดอง เกาหลีนิยมใช้กะหล่ำปลีใน การทำกิมจิ ส่วนอินเดียจะนิยมดองผลไม้หลายชนิดร่วมกัน

กระบวนการดอง
         
กระบวน การดองมีสิ่งที่สำคัญในการทำลายยีสต์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมเสีย หรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ ทำให้เกิดผลต่อสีและกลิ่นรสของผลไม้ดอง กระบวนการดองจะ แตกต่างกันตามวัตถุดิบที่ใช้ดอง แต่โดยทั่วๆ ไปจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
รายละเอียดแต่ละขั้นตอน
         
ผัก/ผลไม้ ที่ใช้ในการดองควรมีลักษณะที่เหมาะสมในการดอง เช่น เนื้อแน่น สด สะอาด ปราศจากตำหนิหรือรอยช้ำ รูปร่างขนาดพอเหมาะ ไม่มีร่องรอยของเชื้อรา และไม่เคลือบ wax เนื่องจากน้ำดองไม่สามารถทะลุผ่าน wax จนทำให้ผลไม้ดองกรอบได้ หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ควรหั่นให้เป็นชิ้นๆ ก่อนการดอง นอกจากนี้หากต้องการให้ผลไม้ดองมีคุณภาพดีควร นำผลไม้มาดองมาทำการผลิตทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังการเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาในห้องเย็น หรือ เก็บไว้ในที่เย็นและอากาศถ่ายเทได้ดี ผลไม้ที่ใช้ควรเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างดิบ เพื่อให้เนื้อสัมผัสของผลไม้ดองแน่นและกรอบ
การคัดเลือก
         
ควรมีการคัดแยกผลไม้ที่เน่า แตก หรือนิ่มเละออกเสียก่อน จากนั้นจึงคัดเลือกขนาดที่เหมาะสมในการดองเพิ่มเติม
การทำความสะอาด
          ควรทำความสะอาดเพื่อกำจัดดินที่ติดมากับผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้ผลไม้ดองที่ได้ไม่กรอบ
กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ
         
นอกเหนือจากการ ทำความสะอาดแล้ว ผลไม้บางชนิดจะต้องมีการตัดแต่ง และหั่นให้มีรูปร่างตามต้องการก่อนการดอง นอกจากนี้ผลไม้ดองบางชนิดที่ต้องการ ให้มีความกรอบมากกว่าปกติอาจต้องเพิ่มขั้นตอนในการแช่ผลไม้ในปูนขาว ส่วนปูนขาวจะใช้ชนิดที่ใช้สำหรับอาหาร ก่อนแช่ต้องทำให้ผลไม้เปียกเล็กน้อยเพื่อทำให้กรอบมากขึ้น จากนั้นนำมาแช่ในสารละลายปูนขาว (1/4 – 1/2 ถ้วยต่อน้ำ 1 แกลลอน) ข้ามคืน (สำหรับแตงกวา) จากนั้นล้างน้ำและแช่ผลไม้ในน้ำสะอาด 1 ชั่วโมง ล้างและแช่ซ้ำอีกรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณปูนขาวที่เหลืออยู่ในผลไม้ไม่เกินกว่าระดับที่เป็น อันตรายต่อร่างกาย
บรรจุขวด
          บรรจุผลไม้ใน ขวดปากกว้างที่ทำจากดิน แก้ว หรือพลาสติกเกรดที่ใช้กับอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ไม่ควรบรรจุในภาชนะที่ทำจากอลูมิเนียม ทองแดง สังกะสี หรือ เหล็ก เพราะวัสดุเหล่านี้สามารถเกิดปฏิกิริยากับกรดหรือเกลือ ทำให้ผลิตภัณฑ์ผลไม้ดองมีสีที่ไม่ดี โดยทั่วไปภาชนะในการดองขนาด 1 แกลลอนจะสามารถใส่ผลไม้สดได้ประมาณ 5 ปอนด์ การบรรจุไม่ควรบรรจุมากเกินไป เนื่องจากจะทำให้น้ำดองล้นออกจากขวดในระหว่างการให้ฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดคราบติดที่บริเวณขอบปากขวด ทำให้ปิดขวดไม่สนิท แต่หากบรรจุน้อยเกินไป จะทำให้ไม่สามารถไล่อากาศออกให้หมด
เทน้ำดองลงในภาชนะ
         
น้ำดองที่ใช้จะมีส่วนผสมดังนี้
             - เกลือ ใช้เม็ดเกลือที่บริสุทธิ์เกรดที่ใช้ในการผลิตอาหาร ควรเป็นเกลือที่ไม่ได้เติมไอโอดีน เพราะไอโอดีนจะยับยั้งกระบวนการหมักของแบคทีเรีย
             - น้ำตาล ที่ใช้อาจเป็นน้ำตาลจากอ้อยหรือหัวบีท ควรใช้น้ำตาลทรายขาวเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ ได้มีสีอ่อนใส ส่วนน้ำตาลทรายแดงจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีคล้ำมากขึ้นแต่กลิ่นรสแรง สามารถ ใช้น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานได้ แต่เนื่องจากมีความหวานมากกว่าน้ำตาล จึงควรใช้ในปริมาณเพียง ของน้ำตาลเท่านั้น
             - เครื่องเทศ ใช้ของสด เพื่อกลิ่นรสและคุณภาพที่ดี ไม่ควรใช้เครื่องเทศที่ผ่านการบดละเอียด เนื่องจากจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีคล้ำ จึงควรใช้เครื่องเทศที่เป็นชิ้นๆ บรรจุในถุงผ้าขาวบางผูกปากที่สามารถนำออกก่อนบรรจุน้ำดองใส่ในขวดดองได้
             - น้ำ ต้องสะอาด ไม่เป็นน้ำกระด้าง ปราศจากสิ่งเจือปน โดยเฉพาะสารประกอบของเหล็ก ซึ่งจะทำให้ผลไม้ดองมีสีคล้ำ
             - สารส้ม ใช้ในการเพิ่มความกรอบ ให้ใช้สารส้ม 1/8 ช้อนชา ต่อโหลขนาด 1 ควอทซ์
             - อื่นๆ เช่น กรดซิตริก วัตถุกันเสียพวกโซเดียมเบนโซเอต
          น้ำดองที่ได้จะใสไม่มีตะกอน และควรนำไปต้มเดือดที่อุณหภูมิประมาณ 76-82.2 ° C ทิ้งให้อุ่น ก่อนนำมาเทจนท่วมผลไม้ประมาณ 1-2 นิ้ว ควรใช้ไม้พลาสติก กวนภายในขวดหลังบรรจุเพื่อไล่ฟองอากาศออก เช็ดปาก ขวดด้วยผ้าสะอาด ปิดปากขวดด้วยจุกไม้คอร์ก หรือฝาให้สนิท

เก็บรักษา
         
ตลอด ระยะเวลาการเก็บ จะเกิดการหมักดองอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยระยะเวลาในการดองที่เหมาะสมจะขึ้นกับชนิดของผลไม้ รวมทั้งความต้องการทางด้านรสชาติของผู้บริโภค
การฆ่าเชื้อ
          หลังจาก ดองได้ที่แล้วจะนำผลิตภัณฑ์มาให้ความร้อน เพื่อหยุดกระบวนการหมักและทำลายแบคทีเรียที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียของ ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความเป็นกรดสูงจึงใช้ความร้อนในระดับพาสเจอร์ไรซ์เท่า นั้น วิธีการทำ คือการวางภาชนะบรรจุผลไม้ดองในอ่างน้ำร้อนอุณหภูมิ 48 - 6 0 ° C เติมน้ำร้อนใน อ่างน้ำร้อนให้มีระดับสูงกว่าระดับของขอบบนภาชนะ 1 นิ้ว เพิ่มอุณหภูมิของน้ำร้อนจนถึง 82-85 °C จึงเริ่มจับเวลา ใช้เวลาในการฆ่าเชื้อนาน 30 นาที จึงนำขวดออกจากอ่างน้ำทันที