facebook

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

น้ำพริกแกงน้ำเงี้ยว (ดั้งเดิม)




ส่วนผสม
- พริกแห้งแกะเมล็ดออกแช่น้ำ 10 เม็ด- ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- รากผักชีซอย 2 ช้อนชา
- ขมิ้นซอย 2 ช้อนชา
- หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วเน่าย่างไฟ 1 แผ่น

วิธีทำ
1. โขลกพริกแห้งกับเกลือให้ละเอียด
2. ใส่ข่า ตะไคร้ รากผักชี ขมิ้น กระเทียม หอมแดง ถั่วเน่า โขลกจนละเอียดเข้ากัน

Tips
น้ำพริก แกงน้ำเงี้ยว สามารถนำไปใช้แกงขนมจีนน้ำเงี้ยว ซึ่งในขนมจีนน้ำเงี้ยวต้องใช้ดอกงิ้วเป็นส่วนผสม โดยการนำเกสรดอกงิ้วสีแดงตากแห้ง ซึ่งดอกงิ้วจะมีกลิ่นและรสอ่อนๆ ซึ่งเป็นรสเฉพาะจะขาดไม่ได้ในน้ำเงี้ยว

น้ำพริกหนุ่ม





น้ำพริกหนุ่ม ทำไมถึงเรียกน้ำพริกหนุ่ม
พริกหนุ่มที่นำมาทำเป็นน้ำพริกหนุ่มนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่พริกที่ยังไม่แก่ แต่เป็นชื่อพันธุ์ของพริก ชื่อพันธุ์ "พันธุ์หนุ่ม" นั่นเอง ก่อนหน้านี้แอดมินก็เข้าใจผิดนึกว่า พริกหนุ่มนึกว่าเป็นพริกที่ยังไม่แก่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะจ๊ะ พริกหนุ่มเป็นชื่อพันธุ์ต่างหากหละ คุณสมบัติของพริกหนุ่นนั้น ไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่ม ก็จะมีสีเขียวไม่เปลี่ยนแปลง และความเผ็ดก็จะเผ็ดน้อยกว่าพริกขี้หนู เผ็ดกว่าพริกหยวกเล็กน้อย
พริกหนุ่ม
พริกหนุ่ม

น้ำพริกหนุ่ม
น้ำพริกหนุ่ม
จากการหาข้อมูลมีผู้ให้คำตอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของชื่อน้ำพริกหนุ่มดังนี้
พริกหนุ่มเป็นชื่อพันธุ์พริกชนิดหนึ่งไม่ใช่พริกที่ยังไม่แก่ ขนาดใหญ่กว่า,เผ็ดน้อยกว่าพริกชี้ฟ้าและเล็กกว่าพริกหยวก,เผ็ดมากกว่าพริกหยวก ไม่ว่ามันจะแก่หรือจะหนุ่ม ก็เรียกพริกหนุ่ม แก่จัดแล้วก็ยังเป็นสีเขียวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเป็นสีแดงพริกหนุ่มไม่มีขายในกทม. เคยไปอยู่กทม.หลายปีหาซื้อพริกหนุ่มมาทำน้ำพริกหนุ่มไม่เจอ ลักษณะพิเศษของพริกหนุ่มที่ไม่สามารถเอาพริกชีฟ้าหรือพริกหยวกมาแทนได้ก็คือ เมื่อเอามาปิ้งหรือหมกในไฟปนขี้เถ้าเพื่อทำให้สุกสามารถลอกเปลือกออกได้แต่พริกชี้ฟ้าทำไม่ได้ เคยพยายามเอาพริกอย่างอื่นมาทำแทนยังไม่สำเร็จก็เลยต้องยอมแพ้กลับมากินที่เชียงใหม่ให้หายคิดถึง"น้ำพริกหนุ่ม"
แล้วถ้ามาเชียงใหม่หรือทางเหนือรอบนอก(บ้านนอก)ก็จะไม่มีพริกชี้ฟ้าสีเขียวๆแดงๆขายเหมียลกัลลล นอกจากตลาดในเมือง เคยหาซื้อหามาใส่แกงไทยๆ หาไม่เจอ
เวลาที่จะน้ำพริกหนุ่ม มาทำเป็นน้ำพริกหนุ่ม ก็จะมีกรรมวิธีต่างๆ กันไป แล้วแต่สูตรเด็ดเคล็ดลับของแต่ละคน แต่ละเจ้าแต่ละสูตรก็ไม่เหมือนกัน บล็อกน้ำพริกหนุ่ม จะทยอยสรรหา เคล็ดลับดีๆ มานนำเสนอที่นี่ คอยติดตามด้วยนะจ๊ะ


น้ำปู๋ อาหารคู่ครัวของคนบ้านเฮา





น้ำปู๋ อาหารคู่ครัวของคนบ้านเฮา
น้ำปู๋ เป็นอาหารที่อยู่คู่บ้านคู่ครัวของคนบ้านเฮาเหมือนมีกะปิ ปลาฮ้า เก๋อ น้ำป๋า น้ำผัก และน้ำปู๋ เพราะน้ำปู๋ เป็นวิธีการแปรรูปและการถนอมอาหารที่ทำมาจากปูนา ซึ่งจะสามารถทำได้ในหน้าฤดูกาลทำนาหรือหน้าฝนที่มีปูนาจำนวนมากในสมัยก่อนบ้านเรามีปูนาตัวเล็ก ๆ อยู่ตามทุ่งนาเต็มไปหมด คนเฒ่าคนแก่บอกว่าปูนาเหล่านี้ไม่ได้กัดกินต้นข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่จะจับปูนามาทำกับข้าวกินกันตั้งแต่ การนำมาทำน้ำพริกปู นำมาคั่วกับผักกาดส้ม และนำมาทำน้ำปู๋ ในปัจจุบันปูนาที่จะนำมาทำน้ำปู๋แทบจะหาไม่ได้เนื่องจากมีปูชนิดหนึ่งเข้ามาแพร่พันธุ์เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นปูพันธุ์ขนาดใหญ่ตัวสีแดงๆ แข็ง ๆ ตอนเข้ามาใหม่ ๆ ชาวบ้านตื่นเต้นกันมากหาซื้อมากินและนำมาปล่อยในทุ่งนาตนเองจนในที่สุดปูพันธุ์ที่ว่านี้ก็กัดกินปูนาตัวเล็ก ๆ ในปัจจุบันปูนาตัวเล็ก ๆ ก็ยังพอมีอยู่แต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อนถึงแม้ปูตัวใหญ่จะทำลาย แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังนิยมกินปูตัวใหญ่มากว่าตัวเล็ก จึงทำให้หันไปจับปูตัวใหญ่กันมากกว่าการจับปูนา ส่วนปูนานั้นจะมีมากในฤดูฝน ที่ชาวบ้านจะไปจับตอนแดดร้อน ๆ เพราะปูนาจะหลบความร้อนจากในนามาอยู่ตามคันนาเมื่อเราเดินมาปูนาก็จะตกใจและลงไปอยู่ในนา ชาวบ้านก็จะเก็บปูนาได้ง่าย

       การทำน้ำปู๋ เมื่อได้ปู๋นามาแล้วก็นำเอามาขังและแช่น้ำไว้สักหนึ่งคืนเพื่อให้สิ่งสกปรกดินโคลนหลุดออกจากตัวปู๋นา จากนั้นก็จะนำปู๋นามาล้างให้สะอาดหลาย ๆ ครั้ง เตรียมใบตระไคร้ ใบข่า ใบขมิ้น บางแห่งบางพื้นที่ใส่ใบบ่าก๊วยก๋าหรือใบฝรั่ง(ทางอำเภอแม่ออน) หรือใบหมี่(ทางอำเภอลี้) จากนั้นนำมาตำกับปู๋นาในครกมอง หรือครกขนาดใหญ่ บางทีก็ใช้ครกสำหรับต๋ำเฝ่า(ดินปืน) ซึ่งเป็นครกไม้ขนาดใหญ่และมีสากขนาดใหญ่เช่นกันหรือบางครอบครัวก็จะมีครกขนาดใหญ่เพื่อนำมาใช้ในการถนอมอาหารโดยเฉพาะ เช่น บ้านแม่หลวงผัด  ดีจิตรกาศ ที่ใช้สำหรับทำน้ำผักด้วย เนื่องจากครกมองหาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน(ขายให้ร้านของเก่ากันหมด) เมื่อตำได้ละเอียดเข้าที่แล้วก็นำออกมาคั้นเอาน้ำเหมือนการคั้นกะทิ ในระหว่างนี้ก็จะนำกลับไปตำซ้ำอีกเพื่อที่จะบีบน้ำออกจากน้ำปู๋ให้มากที่สุด จากนั้นก็นำน้ำปู๋มาเก็บไว้ประมาณ ๑-๒ คืน เพื่อดองให้เกิดกลิ่น
             
การเคี่ยวน้ำปู๋ต้องไปเคี่ยวที่ห่างไกลผู้คนตามห้างโต้งห้างนา การเคี่ยวตอนแรก ๆ ก็ใช้ไฟแรง ๆ หน่อย และค่อย ๆ เอาฟืนออกใช้ไฟอ่อนลง เมื่อเคี่ยวจนน้ำปู๋เกือบแห้งเเล้วก็จะเติมเกลือเล็กน้อย หากต้องการทำเป็นน้ำปู๋ปรุงรสก็จะเติมเครื่องผสมชนิดอื่นๆ เช่น พริกป่น หัวหอมคั่ว กระเทียมคั่ว อาจมีการใส่ผงชูรสเพื่อทำให้น้ำปูที่ได้นั้นมีรสชาดอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อน้ำปูแห้งจะจับกันเป็นก้อนสีดำ พักไว้ให้เย็นและสามารถนำไปเก็บไว้ในโหล หรือใส่กระปุกเล็ก ๆหรือออม ไว้แจกจ่ายหรือนำไปจำหน่าย ถ้าใครได้เห็นวิธีการเคี่ยวน้ำปู๋ จะสามารถระลึกได้ถึงกลิ่นอันหอมฉุนในระหว่างการเคี่ยวน้ำปู๋นั้นว่าสุดยอดขนาดที่แม่ก่ำเดือน(คนอยู่ไฟ) ต้องให้ไปอยู่ไกล ๆ หรืออยู่ในที่มิดชิดเพื่อไม่ให้ได้กลิ่นเพราะจะทำให้ผิดเดือนหรือสำแดงเพราะน้ำปู๋เป็นของแสลงจนทำให้เกิดการเมาเศียรเวียนเกล้า คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเข่า ปวดกระดูก ง่วง หนาว หาว นอน และจะไม่สามารถได้กินและได้สัมผัสกลิ่นน้ำปู๋ในตลอดชีวิตนี้เนื่องจากเป็นลมผิดเดือน ไปแล้วเพราะกลิ่นน้ำปู๋

น้ำปู๋ สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง แต่ที่ชอบกันทุกบ้านก็คือ น้ำพริกน้ำปู๋ ที่ทำกันง่าย ๆ โดยมีพริกจี่(พริกหนุ่มปิ้งไฟ) กระเทียม ตะไคร้หั่นซอย โขลกรวมกัน และใส่ผิวมะกรูดเพื่อให้ได้กลิ่นหอมมะกรูดด้วย สูตรเมืองแพร่ เมืองน่านจะไม่ใส่ตระไคร้แต่จะซอยหอมป้อมเป้อ(ผักชีฝรั่ง)โขลกรวมและบีบเอาน้ำมะกรูดใส่แทนผิวมะกรูด ซึ่งน้ำพริกน้ำปู๋ก็จะมีสูตรที่แตกต่างจากกันตามแต่ละถิ่นฐาน แต่ที่แน่นอนที่สุดคือการกินกับหน่อไม้ซึ่งเป็นชู้รักของน้ำพริกน้ำปู๋ จนเป็นสูตรที่ใคร ๆ นำมาเปรียบเทียบว่า “น้องนางบ้านนา กับเทพธิดาดอย” นอกจากนี้ น้ำปู๋ ยังสามารถนำมาใส่กับยำหน่อไม้ แกงหน่อไม้ ต๋ำบ่าโอ(ส้มโอ) ส้าบ่าเขือ ส้าบ่าแต๋ง ใส่น้ำพริกหรืออ้อร้อกับส้ม(ผลไม้รสเปรี้ยว) เช่น มะขาม มะม่วง มะเฟือง บางทีน้ำปู๋นำมาจิ้มกินกับมะขามอ่อน บางคนก็นำมาป่ายกินกับข้าวเหนียวร้อน ๆลำแต้ ๆ (อร่อย)

ข้าวซอยตัด ในรูปแบบสแน็ค



ข้าวซอยตัด ในรูปแบบสแน็ค

       ในอดีตขนม “ข้าวซอยตัด” ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก จะหากินได้เฉพาะทางภาคเหนือเท่านั้น แต่ด้วยความมานะทำมาหากินของสามีภรรยา เมืองเชียงใหม่ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ทำเป็นอาชีพในครัวเรือน ก่อนค่อยๆ เติบใหญ่ ก้าวเป็นผู้ผลิตขนมข้าวซอยตัดที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย และยังมีบทบาทสำคัญช่วยให้ขนมชนิดนี้เป็นที่แพร่หลายนิยมไปทั่วประเทศในฐานะของฝากประจำภาคเหนือ


ปัญญา สุขสภา

       ปัญญา สุขสภา เจ้าของผลิตภัณฑ์ ข้าวซอยตัด ตรา “ปลาทอง” และ “กิตติ -ตะวัน” เล่าว่า เริ่มต้นอาชีพเมื่อพ.ศ.2543 เพราะขณะนั้นใน จ.เชียงใหม่ ยังไม่มีผู้ผลิตขนมชนิดนี้เลย สินค้าทั้งหมดรับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน และไต้หวัน จึงสนใจอยากลองทำขนมชนิดนี้ออกมาขาย ประกอบกับภรรยา(กานต์พิชชา สุขสภา) มีฝีมือทำขนมข้าวซอยตัดอยู่แล้ว โดยเริ่มทำกันเองแบบง่ายๆ ใช้กระทะของครัวที่บ้านมาทอดแป้ง เงินลงทุนเบื้องต้นแค่หลักหมื่นบาท ทำเสร็จแล้วไปฝากขายตามร้านค้าต่างๆ ในตลาดนัดของ จ.เชียงใหม่ ภายใต้ตรา “ปลาทอง”


ตรา "ปลาทอง" แบบต้นตำรับ

       “จริงๆ แล้ว ขนมข้าวซอยตัดเป็นอาหารว่างจากเผ่าแมนจู ภาษาจีนเรียกว่า ซาฉี๋หม่า แปลว่า ขนมแป้งทอด มีขายในหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งเดิมข้าวซอยตัดที่นำเข้ามา รสชาติจะค่อนข้างจืด ผมกับภรรยาจึงปรับให้มีรสหอมหวานขึ้น แรกๆ ก็ยังขายไม่ดีเท่าไร ก็ค่อยๆ พัฒนา ทั้งเรื่องรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานการผลิต ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะช่วงงานพืชสวนโลก สินค้าเราขายดีมาก จนนักท่องเที่ยวจดจำได้ในฐานะของฝากประจำภาคเหนือ” เจ้าของธุรกิจ เล่า



       จากความสำเร็จดังกล่าว ในปี พ.ศ.2552 ลงทุนกว่า 14 ล้านบาท สร้างโรงงานของตัวเองอยู่ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีกำลังผลิตข้าวซอยตัดได้ถึง 400 ชิ้นต่อนาที สำหรับยอดขายรวมเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2555) กว่า 39 ล้านบาท ครองสัดส่วนเป็นผู้ผลิตขนมข้าวซอยตัดสูงที่สุดในประเทศกว่า 50-60% จากตลาดรวม



       จุดเด่นที่ทำให้ขนมข้าวซอยตรา “ปลาทอง” ได้รับความนิยมจากลูกค้านั้น ปัญญาเจาะจงไปที่สูตรคิดค้นขึ้นเอง ลองผิดลองถูกอยู่นับนานปี มีคุณสมบัติพิเศษที่แป้งนุ่มแทบจะสลายในปาก กินแล้วไม่ติดฟัน ขนมไม่อมน้ำมัน กินแล้วไม่เลี่ยง ซึ่งสูตรเด็ดเคล็ดลับดังกล่าว เกิดจากใช้วัตถุดิบเกรดเอและการผลิตที่ได้มาตรฐาน เช่น น้ำมันที่ทอดเปลี่ยนใหม่ตลอดไม่มีการวนนำกลับใช้ซ้ำ ทำสดใหม่วันต่อวัน รวมถึงวิธีหมักแป้งสาลีที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ และเวลาในการหมักอย่างดี รวมถึง ไม่ใส่สารกันบูดหรือสารแต่งสีใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่กระบวนการผลิตได้มาตรฐานระดับส่งออกครบถ้วน เช่น GMP ฮาลาล เป็นต้น



       เป็นธรรมดาเมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ ย่อมมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ เห็นโอกาส ทำสินค้าใกล้เคียงกันออกมาชิงส่วนแบ่งตลาด
      
       ปัญญา ยอมรับว่า ทุกวันนี้ มีผู้ผลิตขนมข้าวซอยตัดเจ้าใหม่เกิดขึ้นหลายราย ทั้งหมดใช้กลยุทธ์ขายตัดราคาชิงลูกค้า ดังนั้น แนวทางปรับตัว จะไม่ยอมลดคุณภาพ แต่มุ่งสร้างตลาดใหม่ โดยผลักดันขนมข้าวซอยตัดไปอยู่ในกลุ่มสแน็ค (snack) สำหรับเป็นขนมกินเล่น หรือกินคู่กาแฟ เพื่อเข้าหาผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ทั่วประเทศ โดยอาศัยผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อเจ้าดังอย่าง “เซเว่น อีเลฟเว่น” ซึ่งกว่าจะเข้าวางขายได้ ต้องใช้ความพยายามอยู่ร่วมปี ทั้งปรับปรุงโรงงาน และบรรจุภัณฑ์ กระทั่ง ได้วางขายจริงเมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา ในสาขาเซเว่นฯ ทางภาคกลางและภาคเหนือ กว่า 2,000 จุด ปัจจุบัน มีสินค้าให้เลือก 2 รส คือ ดั้งเดิม และน้ำอ้อย ราคาห่อละ 10 บาท


แบรนด์ "กิตติ-ตวัน" ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามยิ่งขึ้น

       ขณะเดียวกัน ได้ออกแบรนด์ใหม่ “กิตติ -ตะวัน” มีให้เลือก 4 รส คือ ดั้งเดิม น้ำอ้อย อัลมอนด์ และสตอเบอรี่ ขายในราคา 1 แพค 4 ห่อ 45 บาท วางตำแหน่งเป็นสินค้าของฝาก ขายตามร้านของฝากทั่วประเทศ รวมถึง เตรียมจะส่งออกต่างประเทศ



       “จากที่เราขยายช่องขายถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ผ่านร้านเซเว่นฯ และเร็วๆ นี้ จะส่งเข้าห้างสรรพสินค้า และส่งออกต่างประเทศ ทำให้ปีนี้ (2556) ยอดขายของเราน่าจะเพิ่มประมาณ 5-10% หรือมียอดขายรวม 50 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ผมก็จะพัฒนานวัตกรรมขนมข้าวซอยตัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักและชื่นชอบขนมชนิดนี้มากยิ่งขึ้นด้วย” ปัญญา กล่าวในตอนท้าย


มาตรฐานระดับส่งออก













สาระน่ารู้ ของ มันอาลู



สาระน่ารู้ ของ มันอาลู

มันอาลูเป็นพืชท้องถิ่นที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในแถบเทือกเขาแอนดิสขอ
งประเทศเปรู เป็นพืชที่ให้ผลเร็ว ถึงแม้จะปลูกในพื้นที่ขนาดเล็ก ๆ ก็ให้ผลผลิตเท่ากับข้าวที่ขึ้นในพื้นที่ที่มากกว่าถึง 2 เท่า ทนสภาพดินฟ้าอากาศได้ทั้งร้อนและหนาว สามารถขึ้นได้ดีบนพื้นที่ในบริเวณเทือกเขาที่สูง 12,000 ฟุต และสถานที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โปรตีนที่ได้จากอาลูมีคุณภาพดีกว่าโปรตีนที่ได้จากพืชอื่น ๆ เช่น ถั่วลิสง มันฝรั่ง 100 กรัม ให้พลังงาน 85 แคลอรี และ 99.9% ของผลผลิตไม่มีไขมัน นอกจากนี้ยังมีธาตุแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไอโอดีน แมกนีเซียม กรดโฟลิก และวิตามิน ซี, บี-1 และบี-2 ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน


แคบหมูกระจก



วิธีการทำแคบหมู
วิธีการทำแคบหมู,การเตรียมส่วนผสม,การทอดแคบหมู,เทคนิคในการทอด,การบรรจุและการเก็บรักษาแคบหมู

วิธีการทำแคบหมู

1. แคบหมู นิยมทำจากหนังหมู เนื่องจาก หนังหมูมีราคาถูก หาง่าย

2. การทำแคบหมู เป็นวีธีการแปรรูปหนังหมู ให้เป็นอาหาร ที่เก็บไว้ได้นาน มีรสชาติอร่อย ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของหนังหมู ให้มีราคาสูงขึ้นด้วย

การเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำแคบหมู ประกอบด้วย

1. กระทะสำหรับทอด                         1     ใบ

2. กะละมังขนาดกลาง                        2     ใบ

3. อั้งโล่ หรือเตาไฟขนาดใหญ่             1     ใบ

4. ฟืนหรือถ่านตามสมควร

5. ปี๊บหรือหม้อเคลืบมีฝาปิด                 2     ใบ

6. ตะหลิวมีด้ามยาว                           1     อัน

7. กระชอนตักแคบหมูจากกระทะ          1     อัน

8. ตะกร้าไม้ไผ่สำหรับพักน้ำมัน            1     ใบ

9. ตราชั่งสำหรับชั่งหนังหมูและแคบหมู

10.ถุงพลาสติกขนาดต่าง ๆ และยางรัดของ

11.กระดาษซับน้ำมัน

การเตรียมส่วนผสม

ส่วนผสมในการทำแคบหมู ประกอบด้วย

1. เกลือ เป็นเครื่องปรุงที่เพิ่มรสชาติแคบหมูให้มีรสเค็ม กลมกล่อม

2. ผงชูรส เป็นเครื่องปรุงเสริมแต่งให้แคบหมูรสชาติดียิ่งขึ้น ควรเลือกซื้อผงชูรสที่มีคุณภาพดีพอสมควร

3.ซีอิ๊วขาว ใช้สำหรับแต่งสี และปรุงให้แคบหมูมีสีเข้ม มีรสและกลิ่นน่ารับประทาน

4.น้ำมันหมู ใช้สำหรับทอดแคบหมู ควรเป็นน้ำมันใหม่ สะอาด ไม่เหม็นหืน และไม่มีสีดำคล้ำ

ส่วนผสม

ส่วนผสม (สำหรับทำแคบหมูเชิงธุรกิจ)

1. หนังหมู   10  กิโลกรัม

2.เกลือ  1 1/4  ถุง ถุงละ  100  กรัม

3.ผงชูรส   4  ช้อนโต๊ะ

4.ซีอิ๊วขาวหรือดำ  1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม (สำหรับทำรับประทานในครอบครัว)

1. หนังหมู   2  กิโลรับ

2. เกลือ  1  ช้อนโต๊ะ

3. ผงชูรส

4. ซีอิ๊วขาวหรือดำ

หมายเหตุ  หากใช้ซีอิ๊วดำให้ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งของซีอิ๊วขาว

ข้อแนะนำ

1. ส่วนผสมสำหรับทำขายและส่วนผสมสำหรับทำรับประทานในครอบครัว หากประสงค์จะทำแคบหมูจำนวนมากหรือน้อยกว่านี้ ก็ให้เพิ่มหรือลดส่วนผสม ลงตามต้องการ หากจะทำสำหรับบริโภคในครอบครัว ควรจะใช้หนังหมูไม่น้อยกว่า  2 กิโลกรัม  มิเช่นนั้นจะได้แคบหมูที่ไม่พองเท่าที่ควร

2. ถ้าใส่ส่วนผสม ซีอิ๊วมากเกินไป จะมีผลทำให้แคบหมูไม่พ่อง

3. ถ้าใช้หนังหมูที่ติดมันมากเกิน 1 นิ้ว จะทำให้แคบหมูพองนิ้ว

4. ตามเกณฑ์ปกติ แคบหมูที่ได้รับจากการทอดหนังหมูจะได้น้ำหนัก  1 ใน 3  ของน้ำหนักหนังหมู  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนมันที่ติดกับหนังหมูที่ใช้ในการทำแคบหมู  หากมีมันมากก็จะได้แคบหมูจำนวนน้อย แต่ได้น้ำมันมากตามส่วน

การทอดแคบหมู

     เตรียมเชื้อเพลิงให้ร้อนพอสมควร (100 องศา)  ให้น้ำมันที่ใช้ต้ม หนังหมูทอด เมื่อน้ำมันร้อนจัดแล้ว สังเกตได้จากมีควันสีเขียวเกิดขึ้น ทดลอง โดยเอาหนังหมูที่เตรียมไว้หย่อนลงไปในกระทะ  1- 2 ชิ้น ก่อน  ถ้าหนังหมูจม และลอยตัวขึ้นมาช้า ๆ แสดงว่าน้ำมันยังไม่ร้อนพอ ให้รอสักครู่ หนึ่งแล้วจึงทดลองใหม่ จนเห็นว่าหนังหมูลอยตัวขึ้นมาทันที ก็เป็นอันว่าน้ำมันร้อนได้ที่แล้ว พร้อมที่จะทำการทอดแคบหมูต่อไป

     ในการทอดหนังหมูต้ม ให้เป็นแคบหมูนี้ ให้ใส่พอประมาณ ดูว่ามีเนื้อที่เหลือพอที่จะให้หนังหมูพองตัวแล้วไม่เบียดกันจนเกินไป

เทคนิคในการทอด

     เมื่อใส่หนังหมูต้มลงไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัดแล้วให้ใช้ตะหลิวโปร่งคอยกด หนังหมู ที่ลอยขึ้นมา จมลงไปในน้ำมันให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็พยายามคนพลิกกลับข้างล่าง และแกว่งตะหลิวโปร่งไปมาสลับกัน เพื่อให้หนังหมูขยายตัวและได้รับความร้อนจากน้ำมันโดยทั่วกัน ทอดต่อไปจนเห็นว่าแคบหมูพองตลอด ทั้งก้อนและมีสีเหลืองกรอบได้ที่แล้ว จึงตักแคบหมูขึ้นสะเด็ดน้ำมัน หรือใช้กระดาษซับน้ำมัน ทำการซับน้ำมันอีกครั้งหนึ่งก็ได้ พักทิ้งไว้ให้เย็น เตรียมบรรจุต่อไป

การบรรจุและการเก็บรักษาแคบหมู

     แคบหมูเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหนังหมูทอด มีลักษณะกรอบ ฉะนั้นในการเก็บรักษา ต้องคำนึงถึงการรักษาคุณค่าทางอาหาร และรสชาติของแคบหมู ให้มีลักษณะกรอบ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน

     ดังนั้น ในการเก็บรักษาจะต้องมิให้ถูกความชื้น โดยการเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท และห่อหุ้มแคบหมูด้วยถุงพลาสติก รัดยางยึดให้แน่น ไม่ให้อากาศเข้าได้ ถ้าจำนวนไม่มาก อาจจะใส่ถุงพลาสติก รักปากถุงให้แน่น ด้วยยางรัดของ แล้วนำเก็บเข้าตู้เย็น จึงจะสามารถเก็บรักษาไว้หลายวัน โดยคงรสชาติเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป (ไม่ควรเกิน 5 วัน)

     สำหรับการบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายนั้น ก็ใช้วิธีบรรจุตามที่กล่าวข้างต้น เพียงแต่บรรจุตามราคาจำหน่ายปลีกและส่ง ตามความ เหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น และความพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย สำหรับราคาจำหน่ายโดยทั่วไป ราคากิโลกรัมละ 120-150 บาท

เจียวกู้หลาน สมุนไพรเพื่อคุณ






เจียวกู้หลาน สมุนไพรเพื่อคุณ

     ข้อมูลเรื่องเจียวกู้หลาน จากเอกสารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

สมุนไพรเจียวกู้หลาน ได้รับการรับรองว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย จากกรม วิทยาศาสตร ์การแพทย์

เจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน

     สมุนไพร พื้นบ้าน ประกอบด้วยสารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิดเช่น สาร GYPENOSIDES ในเจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลานเป็นสารที่มีโครงสร้างของส่วนประกอบคล้ายที่พบในโสม มีมากว่าโสมถึง 27 เท่า เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ ช่วยในการเพิ่ม ประสิทธิภาพต่อ การสั่งงานของสมอง ช่วยในการสร้าง SOD ตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง

เจียวกู้หลาน Gynostemma pentaphyllum ( Thunb ) Makino

     วงศ์ Cucurbitaceae เป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเขตร้อนและเขตอบอุ่นของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และกระจายพันธุไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ต่างๆ ของโลก เจริญเติบโตไดดีในที่ชุ่มชื้น ทั้งที่โล่งแจ้ง และที่ร่ม ตั้งแต่ที่ราบต่ำจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล ให้ผลให้สรรพคุณคือ ลดน้ำตาลในเลือด ลดและต้านการอักเสบ ป้องกันตับจากการเกิดพิษ ต้านอนุมูลอิสระ ให้ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับไขมันในเส้นเลือด ฤทธิ์ต่อต้านเซลมะเร็ง

     เจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู้หลาน - JIAOGULAN ( GYNOSTEMMA PENTAPHYLLUM )เป็นพืชเถาที่มีสรรพคุณ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่รู้จักของชาวจีน ตั้งแต่อดีตเป็นอย่างดี ได้รับสมญานามว่า เซียนเถา ( XIANCAO ) แปลว่าสมุนไพรอมตะหรือ โสมใต้ ( Southern Ginseng ) และของ ญี่ปุ่น เรียกว่า อมาซาซูรู มีคุณประโยชน์ที่พร้อมสรรทั้งในเชิงป้องกันและบำรุงร่างกาย จนได้รับ ความสนใจจาก นัก วิทยาศาสตร์ ในต่างประเทศในการค้นคว้าวิจัย ถึงสรรพคุณ ของเจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน (JIAOGULAN ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยจนได้การยกย่องให้เป็น สุดยอดของสมุนไพรแห่งชาติ ปี 2548 ให้ผลให้สรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด



     ความหมายของ โรคเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณน้ำตาล ในเลือดสูงเกินปกติ พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่คนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ คนที่ มีอายุมากาว่า 40 ปีขึ้นไป และคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผู้ที่มีร่างกายอ้วน จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้มาก เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สาเหตุของโรค คือ ตับอ่อน สร้างฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ ช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญอาหาร ได้น้อยหรือไม่ได้เลย จึงทำให้ ร่างกายไม่สามารถ นำน้ำตาลไปใช้ได้ จึงเกิดอาการ คั่งของน้ำตาล ในกระแสโลหิต และในอวัยวะต่าง ๆ และจะถูกร่างกายขับทิ้ง ในรูปของของเสียโดยอวัยวะ ที่เรียกว่า ไต โรคเบาหวานแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ที่มีอาการสาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน ได้ความว่า

     เบาหวานชนิดพึ่งพา อินซูลิน เป็นชนิดที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงสูงและอันตรายมาก มักพบในเด็กและคนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี และ อาจพบในคนสูงอายุได้บ้าง โดยที่ตับอ่อนของผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทนี้จะสร้าง หรือ ผลิต อินซูลินได้น้อยหรือ ไม่ได้เลยเชื่อว่าเกิด จากร่างกาย สร้างภูมิขึ้นมาต่อต้านและทำลายตับของตนเอง จนไม่สามารถ สร้างอินซูลิน ได้เรียกว่า โรคภูมิแพ้ต่อตัวเอง ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องฉีด อินซูลินเข้าไปทดแทน ในร่างกาย ตามที่แพทย์สั่ง ทุกวัน จึงจะสามารถ เผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ มิฉะนั้น ร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนทำให้ผอมอย่างรวดเร็ว และถ้าเป็นรุนแรง จะมีการคั่งของสาร คีโตน ซึ่งเป็นของเสีย ที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน สารนี้มีพิษต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยหมดสติถึงตายได้

     เบาหวานชนิดไม่พึ่งพา อินซูลิน เป็นชนิดที่พบเป็นส่วนใหญ่ ในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป เป็นโรคที่ซับซ้อน ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุและสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะ มีภาวะการผิดปกติของกระบวนการเมตาบอริซึม และความบกพร่องในการ หลั่งสารอินซูลิน เมื่อถูก กระตุ้นด้วย กลูโคส ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเบาหวาน เมื่อเกิดภาวะร่างกาย ไม่ตอบสนอง ต่อ อินซูลิน ขึ้นร่างกายก็จะพยายามปรับ ตัวเองเพื่อให้ระดับ น้ำตาลในเลือด อยู่ในสภาวะปกติ โดยเพิ่มการหลั่ง อินซูลินจาก ส่วนประกอบของ ดับอ่อนที่เรียกว่า B -cell ทำให้เกิด ภาวะ อินซูลินในเลือดสูง ในขณะเดียวกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเองก็ยังเป็นสาเหตุของ ทำให้เกิด โรคแทรกซ้อนขึ้น

     การควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำได้โดยต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย รวมทั้งยารักษาเบาหวาน แต่ก็ยัง มีข้อจำกัด เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัย สมุนไพร กรทวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุข ได้ทำการศึกษา ลดฤทธิน้ำตาล ด้วยสารสกัดจาก เจียวกู้หลาน พบว่าสามารถลดได้ในห้องทดลอง จากรายงานของ Poomecome W ( อ้างอิง Poomecome W Hypoglycemic activity of Extract From Gynostemma Pentaphyllum Makino. [ Thesis ] Faculty of Graduate Studies, ChiangMai University 1999 ) ได้รายงานสรุปรวมความว่า

สรรพคุณที่มีอยู่ใน เจียวกู้หลาน จะทำกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลิน และยับยั้ง การดูดซึมกลูโคส ในทางเดินอาหาร จากรายงานการศึกษา ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เจียวกู้หลาน จะกระตุ้น การหลั่ง อินซูลิน และยับยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหาร ให้ผลให้สรรพคุณในการต้านการอักเสบ

    MR. LIM และ คณะ ( อ้างอิง LIM JM, Lin CC, Chiu HF, Jang JJ, Lee SG. Evalution of anti-inflammatory and liver protect effects of Anoectochilus formosanus, Ganoderma lucidum and Gynostemma pentaphyllum in rats. Am J Chin Med 1993; 21 (1) : 59-69 ) ได้ทำการทดลองนำ เจียวกู้หลาน แห้งไปสกัด ด้วยน้ำ จากนั้น นำน้ำสกัดไปทดสอบฤทธิ์ต้านอักเสบในหนูขาว พบว่าสามารถต้าน การอักเสบ ลดการบวมของอุ้งเท้าหนูได้

     คณะผู้วิจัยของสถาบันสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สกัดสารจากเจียวกู้หลานเช่นกัน และก็ได้ผล คือ สารสกัดจากเจียวกู้หลานสามารถ ลดการอักเสบ ได้ ( อ้างอิง สถาบันวิจัย สมุนไพร กรทวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุข ISBN 974-7549-68-3 หน้า 21 )


ให้ผลให้สรรพคุณในการป้องกันตับจากการเกิดสารพิษ

      จากรายงานการศึกษาฤทธิ์ ของเจียงกู้หลาน ในการป้องกันตับจากการเกิดสารพิษ พบว่า การให้สารสกัดด้วยน้ำ ของส่วนเหนือดิน ของเจียวกู้หลาน ขนาก 1 กรัม / กิโลกรัม ( คิดตามน้ำหนัก เจียวกู้หลานที่นำมาสกัด )แก่หนูขาวโดยฉีดเข้าทางช่องท้อง สามารถป้องกันตับ จากการเกิดสารพิษจาก CCI โดยหนูขาว ที่ได้รับสารสกัด จะมีปริมาณการเพิ่มของ เอ็มไซม์ และ การเกิดพยาธิ สภาพที่ตับน้อยกว่า กลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัด

นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่า Gypenoside ซึ่งเป็น Saponins ที่สกัดแยกได้จากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์ในการรักษา ภาวะการเกิดพิษเรื้อรังที่ตับที่ถูกเหนี่ยวนำโดย CCI4 และลดการเกิด Fibrosis ด้วย โดยพบว่า Gypenoside จะลดการเพิ่ม ของ SGOT, SGPT activities ในหนูขาวในห้องทดลอง ซึ่งตับถูกทำลาย ด้วย CCI4 เป็นเวลานานถึง 8 สัปดาห์ และยังทำให้ปริมาณ Collagen ลดลง 33 % ให้ผลให้สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ Li L และคณะศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ของ Gypenosides ซึ่งจากการทดลองโดยใช้ phagocytes, liver microsomes และ vascular endothelial cells พบว่า Gypenosides ทำ ให้ปริมาณ Superoxide-anion และ hydrogen peroxide ใน human neurophils ลดลง และลดขนาดของ chemiluminescent oxidative burst ที่เกิดจาก zymosan ใน human monocytes และ murine macrophages gypenosides ยังสามารถยับยั้งการเกิด Lipid peroidation ของ liver microsome และ vascular endothelial cells ที่เหนี่ยวนำด้วย Fe2+/cysteine, ascorbate/NADPH หรือ hydrogen peroxide นอกจากนั้นยังพบว่า gypenosides สามารถป้องกัน biomembrane จากการเกิด oxidative injury โดยช่วยให้ membrane fluidity ของ microsome และ mitochondria ของตับที่ลดลงกลับดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของ mitochondrial enzyme ใน vascular endothelial cells และลดการสูญเสีย intracellular lactate dehydrogenase ของเซลล์เหล่านี้

     เจียวกู้หลาน ให้ผลให้สรรพคุณในการลดไขมันในเลือด โดยกรมวิชาการเกษตรในปี 2543 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการวิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ ถึง 3 ชนิด เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ คือ

1. เควอซิติน ( Quercetin )

2. เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) มีคุณสมบัติ

- ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก

- ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง

- ยับยั้งการก่อสารมะเร็งเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่

- ลดอาการแพ้ ยืดอายุเม็ดเลือดขาว

3. โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฟทธิ์ป้องกัยอนุมูลอิสระ ลดความเครียด เนื่องมากจากความไม่สมดุลของร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอกเลือดหัวใจ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

ลดคลอเรสเตอรอล เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL กรดไขมันที่เสีย ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้กรดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย

    ผลที่ได้จากงานวิจัยสารสกัดของเจียวกู้หลาน เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

สารสกัดของเจียวกู้หลาน saponin ( crude saponin fraction ) มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต และ อัตราการเต้น ของหัวใจของหนูขาว ที่สลับด้วย เพนโทบาบิบาล และจากการที่พบว่าสาร atropine หรือ chlorphennilamine สามารถต้านฤทธิ์ ในการลดความดัน โลหิตและลดอัตราการเต้นของหัวใจของสารสกัดลดลง ดังนั้นกลไกในการออกฤทธิ์จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับ histaminic และ cholinergic mechanism

Tanner MA และคณะ ได้ศึกษาฤทธิ์ของเจียวกู้หลาน ในการขยายหลอดเลือด และกลไกการออกฤทธิ์ พบว่า สารสกัด gypenosodes จากเจียวกู้หลาน ขนาด 0.1-100 ไมโครกรัม ต่อ มิลลิลิตร มีฤทธิ์ ในการขยายหลอดเลือด โคโรนารี

ในหลอดทดลอง และ พบว่า สารสกัด จากเจียวกู้หลาน ทำให้การสร้าง nitric oxide ของเซลเพาะเลี้ยง bovine arotic endothelial เพิ่มขึ้นแบบ dose - dependent โดยไม่ทำให้เกิดอันตราย ต่อเซลล์ จึงเห็นได้ว่า สารสกัดจากเจียวกู้หลานมีฤทธิ์โดยตรงต่อการหลั่งสาร notric oxide แต่ไม่มีผลต่อการสร้างสารกลุ่ม prostanoidให้ผลให้สรรพคุณในการลดไขมันในเลือด







ในปี 2543 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการวิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ ถึง 3 ชนิด คือ

1. เควอซิติน ( Quercetin )

2. เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) มีคุณสมบัติ

- ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก

- ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง

- ยับยั้งการก่อสารมะเร็งเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่

- ลดอาการแพ้ ยืดอายุเม็ดเลือดขาว

3. โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฟทธิ์ป้องกัยอนุมูลอิสระ ลดความเครียด เนื่องมากจากความไม่สมดุลของร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอกเลือดหัวใจ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

ลดคลอเรสเตอรอล เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL กรดไขมันที่เสีย ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้กรดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย



ผลที่ได้จากงานวิจัยสารสกัดของเจียวกู้หลาน

     สารสกัดของเจียวกู้หลาน saponin ( crude saponin fraction ) มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต และ อัตราการเต้น ของหัวใจของหนูขาว ที่สลับด้วย เพนโทบาบิบาล และจากการที่พบว่าสาร atropine หรือ chlorphennilamine สามารถต้านฤทธิ์ ในการลดความดัน โลหิตและลดอัตราการเต้นของหัวใจของสารสกัดลดลง ดังนั้นกลไกในการออกฤทธิ์จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับ histaminic และ cholinergic mechanism

Tanner MA และคณะ ได้ศึกษาฤทธิ์ของเจียวกู้หลาน ในการขยายหลอดเลือด และกลไกการออกฤทธิ์ พบว่า สารสกัด gypenosodes จากเจียวกู้หลาน ขนาด 0.1-100 ไมโครกรัม ต่อ มิลลิลิตร มีฤทธิ์ ในการขยายหลอดเลือด โคโรนารีในหลอดทดลอง และ พบว่า สารสกัด จากเจียวกู้หลาน ทำให้การสร้าง nitric oxide ของเซลเพาะเลี้ยง bovine arotic endothelial เพิ่มขึ้นแบบ dose - dependent โดยไม่ทำให้เกิดอันตราย ต่อเซลล์ จึงเห็นได้ว่า สารสกัดจากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์โดยตรงต่อการหลั่งสาร notric oxide แต่ไม่มีผลต่อการสร้างสารกลุ่ม prostanoid ยกระดับสมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบัน



หัวข้อ: สา'สุขกับสมุนไพร

     น.พ.สมทรง รักษ์เผ่า อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในขณะนั้น เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสมุนไพรที่มีศักยภาพในการรักษาโรคสูง เหมาะต่อการพัฒนาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และพาณิชย์ได้ดี

คือสมุนไพรปัญจขันธ์ หรือที่จีนเรียกว่า เจียวกู้หลาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gynostenuna pentaphyllum Makkino เป็นพืชล้มลุกชนิดเถา แพทย์ในญี่ปุ่น และ จีน ใช้เป็นยาต้านการอักเสบ แก้ไอ ซึ่งสารประเภท gypenoside ในพืชดังกล่าว สามารถลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกันยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ต้านการอักเสบ แก้ปวด และยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือดได้ ในประเทศไทยปัจจุบันมีการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่

น.พ.สมทรง กล่าวต่อว่า ทางสถาบันวิจัยสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการศึกษา ฤทธิ์ของสารสกัดเจียวกู้หลาน พบว่าตัวยาที่สกัดได้แสดงฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์เอชไอวี ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เชื้อเอชไอวีใช้ในการเพิ่มจำนวน และมีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในหลอดทดลอง ได้ดีเมื่อทำการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรังของสารสกัดจากเจียวกู้หลาน

ในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองในอาสาสมัคร โดยการให้รับประทานสารสกัดในรูปของแคปซูลก็พบว่ามีความปลอดภัย จึงควรสนับสนุนการนำสมุนไพรนี้ มาใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน และเพื่อการส่งออก

ประโยชน์ในการดื่ม เจียวกู้หลาน เป็นประจำ เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

1. ลดคลอเรสเตอรอล จากผลงานวิจัยของหลายสถาบัน ที่เชี่ยวชาญพบว่า

เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอล เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ ลดความเสี่ยง ในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยทำให้เกิดกระบวนการการเผาผลาญไขมันได้ดี จึงลดไขมันไม่ให้สะสมตามผนังหลอดเลือด เนื่องจากภายในตัวของ ชาเองมีใยธรรมชาติที่ละลายน้ำจึงดูดซับไขมัน แล้วขับถ่ายทิ้งไป

2. เจียวกู้หลานช่วยเรื่องสมดุลของความดันเลือดในร่างกาย ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพช่วยปรับการทำงานของหัวใจ ในสภาวะ ระดับความดันโลหิตต่ำ ช่วยการขยายตัวของหลอดเลือด เมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ของการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และการเต้นของหัวใจ รวมทั้งป้องกันการ เกาะตัวของเกล็ดเลือดด้วย เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

3. เจียวกู้หลานช่วยให้ ระบบการย่อยอาหารเป็นไปตามปกติ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การดื่มเจียวกู่หลานเป็นประจำ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย มีผลให้ผู้ดื่ม เจียวกู้หลาน ลดน้ำหนักลดน้ำหนักส่วนเกินไปในตัวเป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

4. เมื่อระบบร่างกายทำงานเป็นปกติ สมองก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมน ของร่างกายมีความสมดุล ร่างกายจึงกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายความตึงเครียดของเส้นประสาท จึงทำให้เรานอนหลับได้เป็นปกติเป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

5. เจียวกู้หลานช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ในร่างกายของผู้ดื่ม มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นได้ในร่างกายของเราทุกคน มีผลทำให้ การเกิดมะเร็งลดต่ำลง

6. การนำสมุนไพรนี้ มาใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพของท่าน เมื่อไม่เจ็บป่วย จึงลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน ช่วยชาติประหยัดเงินตราต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้สมุนไพร และเป็นการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งเป็นมรดกล้ำค่าของประเทศต่อไป



สมุนไพรเจียวกู้หลาน ( เบญจขันธ์ )

     ในปี 1977 มีคนจีนคนหนึ่งชื่อ ศิว์สื้อ หมิง เป็นเภสัชกรจบมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งเขาได้เข้าทำงานที่ สถาบันวิจัยพืชสมุนไพรนครอานดัง มณฑลส่านซี จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิปี 1982 เขาได้ลางานชั่วคราวเพื่อไปเยี่ยมบ้านที่อำเภอผิงลี่ระยะทางไกลประมาณ 50 กิโลเมตร ในช่วงที่เขาพักผ่อนที่บ้านก็ใช้เวลาเสาะแสวงหาสมุนไพรตัวใหม่ๆ ในอำเภอผิงลี่โดยไปพูดคุยกับชาวบ้าน และหมอพื้นบ้าน เพื่อหาข้อมูลของสมุนไพร เขาได้พบสมุนไพรตัวใหม่ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า เสี่ยวโหม่จูเถิง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาชาวบ้านที่เป็นโรคไขมันสูงในเส้นเลือด และโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างดี เขาดีใจมากที่ได้รับการยืนยันจากหมอพื้นบ้านและผู้ป่วยว่า สมุนไพรชนิดนี้ให้ผลการรักษาได้หลายโรคจริงๆ และยังเป็นสมุนไพรที่เขาแสวงหามานานหลายสิบปี เมื่อเขากลับมาที่ห้องทำงานของสถาบันวิจัยของเขา เขาก็ได้นำสมุนไพรดังกล่าวไปศึกษาวิจัยทันทีตามตำราแผนโบราณจีนซึ่งสมุนไพรชนิดนี้เรียกว่า เจียวกู้หลาน ซึ่งเริ่มแรกนั้น เจียวกู้หลาน เป็นอาหารที่ชาวบ้านใช้รับประทานแก้หิวยามฤดูแล้ง และนอกจากนี้ยังได้มีการบันทึกไว้ในตำรายาจีนด้วยว่าใช้เป็นยาแก้ไอและแก้ร้อนในต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

หลากหลายชื่อเจียวกู้หลาน

เจียวกู้หลานมีชื่อจีนหลายชื่อ เช่น ซีเย่ตั่น จิ้วฮวงเปิ้นเฉา และหนงเจิ้งเฉลียนหวู ในเมืองไทยเคยมีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน เข้ามาปลูกครั้งแรกในปี 2527 เรียกชื่อไทยว่า ชาเบญจขันธ์ ชาทิกวนอิม หรือ ชาสตูล เพราะเคยนำมาปลูกที่จังหวัดสตูลได้ผลดีเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมาการปลูกที่เชียงใหม่ เช่น ที่อุโมงค์ สวนพุทธธรรม เชียงใหม่ สันกำแพง และอีกหลายแห่งในประเทศไทย เจียวกู้หลาน มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ gynostemma pentaphyllum เป็นพืชล้มลุก ชนิดเถา เลื่อนขนานกับพื้นดิน รากงอกออกจากข้อเป็นประเภทแตงน้ำเต้ามีใบ ๓-๕ ใบ ด้านบนและด้านใต้ใบมีขนอ่อนสีขาวปกคลุม เป็นพืชขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งต้นก็เจริญเติบโตง่าย เจริญงอกงามอยู่ตามเขาเฉินหลง และเขตมณฑลทางใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เจียวกู้หลานจึงถูกเรียกว่า โสมคนทางใต้

     ในประเทศไทย ทางกระทรวงเกษตรได้นำมาเผยแพร่นานแล้วแต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการรักษาพันธุ์ ซึ่งยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก เพราะเป็นพืชล้มลุกและตายง่าย ในฤดูฝนจะหยุดการเจริญเติบโต ในขณะที่ส่วนใต้ดินยังเจริญดีอยู่ อย่างไรก็ตามมีผู้สนใจ และปลูกเจียวกู้หลานเป็นบางแห่งเพื่อผลิตเป็นเครื่องดื่มมีรสแตกต่างกันบ้าง รสหวานบ้าง รสขมบ้าง ในรูปของชาสมุนไพรเสริมสุขภาพออกจำหน่ายแล้ว ส่วน ที่นำมาใช้ คือ ส่วนเหนือดินของพืชที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป และเก็บจากต้นมาใช้ ได้ ๒-๓ ครั้งต่อปี นอกจากนี้องค์การเภสัชกรรมก็ได้มีกรศึกษาเบญจขันธ์ โดยการนำไปแพร่พันธุ์แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและนำไปปลูกได้ดี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาคุณสมบัติของส่วนประกอบสำคัญในด้านยา และเครื่องสำอางอยู่อีกด้วย

คุณสมบัติทางเภสัช และคลีนิก

     เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ พบว่าเจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย และใช้รับประทานประจำได้ไม่ว่าจะใช้ทั้งต้น ใบ หรือจากการสกัด และสารสำคัญในเจียวกู้หลานยังมีส่วนประกอบในการกระตุ้นประสาทไม่ให้เกิดความผิดปกติ หรืออาการแพ้ใดๆ จากการทดลองพิสูจน์พบว่าเจียวกู้หลานที่สกัดออกมานั้น สามารถลดไตรกรีเซอร์ไรด์ ในเลือดของสัตว์ทดลองที่มีไขมันสูงได้ และลดสารที่ได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เช่น ลิเปอร์ออกไซด์ คอเรสเตอรอล เพิ่มกำลังของหัวใจขาดเลือด ชะลอความชรา ยืดอายุของเซลล์และเพิ่มจำนวนอสุจิเป็นต้น กล่าวว่าเจียวกู้หลานมีสาร Ginsenosides คล้ายกับโสม และใช้เป็นยาบำรุงร่างกายมานานแล้ว สารสกัดจากเจียวกู้หลานจะเสริมสร้างการรวมตัวของโปรตีน และกรดในตับ เสริมสร้างเซลล์ไขกระดูก มีผลในการรักษาโรคในช่องอก และโรคโลหิตจาง บำรุงสมอง มีผลเพิ่มพลังต้านสภาพโรคที่เลวร้ายได้ เป็น ยาที่ใช้ระงับประสาทเป็นอย่างดี ตามรายงานว่าเจียวกู่หลานรักษาผู้ป่วยโรคหลอดลมเรื้อรังมากกว่า 500 ราย ผลการรักษาอยู่ในอัตราส่วนร้อยละ 79 และใช้รักษาโรคหลอดลมแข็งตัว ที่เป็นตัวทำให้เกิดความดันโลหิต ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอย่างน่าพอใจ และโรคปวดหลังและยังสามารถต้านโรคมะเร็ง และโรคกระเพาะเป็นแผลได้ ผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานภายในปี 1985 มีการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีลิขสิทธิ์ประมาณ 8 ชนิด แสดงว่าเจียวกู้หลานมีสรรพคุณหลายด้าน ปัจจุบันในประเทศจีนได้เริ่มพัฒนาเจียวกู้หลานในรูปแบบชาชงดื่ม เช่น ชาจิ่วหลงกัน จากมณฑลฮกเกี้ยน ชาเวินเปา จากมณฑลกวางตุ้ง เจียวกู่หลานเข่าเล่อ ซีเย่ตันหนงเจี่ยง เป็นต้น คนจีนได้ทำการวิจัยยาประเภทบำรุงดองเหล้า เอี่ยนโซ่ว ที่ประกอบด้วยเจียวกู้หลาน ของโรงเหล้าหลงเอี๋ยนที่สินเจื่อและยาชง เจียวกู้หลานอีกด้วย





      ในประเทศจีนโดยเฉพาะสถาบันสมุนไพรอานดัง และมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่ง มีการวิจัยการใช้เจียวกู้หลานและศึกษาสรรพคุณในด้านเภสัชกรรมและด้านคลีนิคอย่างแพร่หลายพบว่า ชาเจียวกู้หลานมีสรรพคุณใช้บำรุงรางกายและรักษาโรคได้หลายด้าน ที่เด่นชัดคือ โรคเส้นเลือดใหญ่อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตต่ำ และรักษาโรคปวดหลังข้างเดียว นอกจากนี้ยังมีผลในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่ายกายให้ดีขึ้น ระงับอาการทางประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น สดชื่น ลดความตื่นเต้น ชูกำลัง ต้านความอ่อนเพลีย ทำให้ชะลอความชรา มีความรู้สึกกระชุ่มกระชวย และยังสามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องเกิดความกังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียง ซึ่งประเทศไทยก็มีการนำ เจียวกู้หลานไปทำเป็นลูกกลอน และชาชงดื่ม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายแล้ว

นอกจากนี้เจียวกู้หลานยังมีสรรพคุณในการควบคุมเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในช่องท้อง มะเร็งตับ มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งสำไส้ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม และอื่นๆ รวมกว่า ๒๐ชนิด ความสามารถในการควบคุมการแพร่เจริญของเซลล์มะเร็ง แพทย์จีนมีความเชื่อว่า เจียวกู้หลาน เป็นสมุนไพรสำคัญที่ใช้ในการป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ได้ในอนาคต

ในปี 1987 กระทรวงสาธารณสุขของจีน ได้รับรองสมุนไพรเจียวกู้หลานอย่างเป็นทางการ ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้มีบทบาทในด้านการส่งเสริมสุขภาพ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยมีการนำไปผสมกับตำรายาสมุนไพรอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มชนิดต่างๆ เครื่อง สำอาง ตลอดจนบุหรี่บางชนิดอีกด้วยเจียวกู้หลานจึง ได้รับความนิยมทั่วในประเทศจีนและในแถบเอเชียรวมได้ขยายในยุโรปและอเมริกา ด้วย

สารประกอบสำคัญ

จากการวิจัยในประเทศญี่ปุ่น และจีนพบว่า เจียวกู้หลานมีสาระสำคัญอย่างยิ่งที่คล้ายสารที่พบในโสม และสารบางชนิดยังมีมากกว่าด้วยซ้ำไป ตัวอย่างสารประกอบเหล่านี้คือ

1 ไกลโคไซด์ ( glycosides) ซึ่งมี dammarane skeleton 6 ตัว สูตรโครงสร้างคล้าย saponins ที่พบในรากโสม ( panaxginseng ) มากจึงทำให้เจียวกู้หลานมีรสชาติคล้ายโส

2 ซาโปนินไกลโคไซด์ ( saponinglycosides ) ที่สำคัญ คือgypenosides XVII ซึ่งพบได้ในโสม panax spp บางชนิดด้วย ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของชาชงดื่มเมื่อชง ครั้งแรกเกิดฟองอากาศได้ง่าย

3 ก้านและใบ มีสาระสำคัญหลายชนิด ได้แก่กรดอินทรีย์ เช่น malonic acid และกลุ่มของสารพวกซาโปนิน มากกว่า ๕๐ ชนิด

4 สารสำคัญ สามารถพบได้อีก ๖๐ ชนิด และมีที่สำคัญอยู่ ๔ ชนิด ซึ่งเหมือนกับสารสำคัญที่มีอยู่ในโสม คือRB1, RB4, R1, F2 และสาร v-AH ซึ่งตรงกับสารในโสมคือ RG3 ถ้าใช้การหมักอย่างเหมาะสมจะได้สารสำคัญเหล่านี้ออกมาในปริมาณสูงกว่าโสม

5 แร่ธาตุ เจียวกู้หลานยังสามารถพบสารอาหาร กรดอินทรีย์ น้ำตาล กรดอมิโน และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งสิ้น



การออกฤทธิ์และกลไกทางชีวภาพเป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองในห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์

ในก้านและใบของสมุนไพรเจียวกู้หลาน มีสาระสำคัญทางชีวภาพหลายชนิด ดังต่อไปนี้

1 สารปรับสภาพให้ปกติ ( adaptogens) คือ ซาโปนิน ( saponin ) และไกลโคไซด์ ( glycoside ) สารดังกล่าวสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ชัดเจนมาก เช่น cyclophosphamid ทำให้อวัยวะที่สร้างภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มสารทำสายฮีม (hemolysin ) เพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันประเภท naturalkiller cells หรือ NK cells ซึ่งมีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์แปลกปลอม และทำให้กลุ่มคนที่ดื่ม ชาหรือรับประทานเจียวกู้หลาน มีความแข็งแรงไม่อ่อนเพลียง่าย และทนต่อสภาวะการขาดออกซิเจน ( hypoxia)ได้ดี ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกาย

2 แอนติออกซิเดนท์ หรือสารต่อต้านออกซิเดนท์ คือ ซาโปนิน ชนิดgypenosideมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารพิษ สารเคมีจากภายนอกร่างกาย ช่วยการทำงานของ เมล็ดเลือดขาว ไมโคโซมของเซลล์ตับ และเซลล์ที่เคลือบผนัง เมล็ดเลือดแดง ป้องกัน การทำลายของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วไป เพิ่มสภาวะของเหลว เพิ่มความแข็งตัวให้แก่เซลล์ และส่วนต่างๆภายในเซลล์ เช่น ไมโตคอนเดรียและไมโครโซมของเซลล์ตับ ต่อต้านออกซิเดชันของ LDL เพิ่ม HDL โรคที่เกิดจากผนังเส้นเลือดแข็งตัว โรคตับ และอาการอักเสบได้

3 สารคลายเครียด คือ ซาโปนิน มีฤทธิ์ต่อต้านการทำงานของระบบประสามส่วนกลาง

4 สารสกัดจากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ในสัตว์ทดลองได้ดีกว่ายาเคมีที่ใช้ต่อต้านการอักเสบเช่น lndomethacin และยับยั้งการแกะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสารอนุพันธ์ของอะดีนิน และสารอื่น เร่งการแยกตัวออกจากกันของเกล็ดเลือดได้อย่างชัดเจน ทำเกิดการยับยั้งการอุดตันเส้นเลือดได้ และยังกระตุ้นการสร้างเมล็ดเลือดได้อีกด้วย

5 สารสกัดลดไตรกลีเซอร์ไรด์ และโคเรสเตอรอล ในเลือดของสัตว์ทดลองที่มีไขมันสูง เพิ่มไขมันชนิดดี ( HDL) ลดไขมันชนิดเลว ( LDL) ลดสารไลปิดเปอร์ออกไซด์ ที่ได้จากปฎิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน เช่น โคเลสเตอรอล ฟอสโพไลปิด กรดไขมันอิสระ ช่วยเพิ่มพละกำลังในการบีบตัวของกล้ามเนื้อ หัวใจที่ขาดเลือด ชะลอความชรา ช่วยยืดอายุของเซลล์และเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิในผู้ชายได้

6 ป้องกันฤทธิ์ทางชีวภาพของรังสีแกมม่า ในการทำลายเม็ดเลือดขาว ทำลายระบบภูมิคุ้มกันในการสร้างสารภูมิคุ้มกันหรือสารแอนติบอดี และการทำงานของเซลล์ในม้าม ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น จึงสามารถนำมาช่วยบำบัดในผู้ติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ได้

7 ใช้เป็นอาหาร ในอดีตชาวจีนใช้เป็นอาหารแก้หิวยามแล้ง บำรุงร่างกาย ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ลดความตื่นเต้น ชะลอความชรา และรักษาโรคหลายด้าน ที่เด่นชัดคือ โรคที่เส้นเลือดใหญ่อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง ความตันโลหิตต่ำ โรคปวดหัวข้างเดียว

8 สรรพคุณในตำราจีน สารสกัดเจียวกู้หลานจะเสริมสร้างการรวมตัวของโปรตีนและกรดในตับ เสริมสร้างเซลล์กระดูก มีผลต่อการรักษาโรคในช่องอกและโรคโลหิตจาง โรคหลอดลมเรื้อรังและโรคหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิต โรคไขมันสูงในเลือด โรคหัวใจ บำรุงสมอง